วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ประเภทบุคคล"ศาสตราจารย์นายแพทย์เสม พริ้งพวงแก้ว"

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ เสม พริ้งพวงแก้ว

 

  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นนายแพทย์ผู้บุกเบิกการแพทย์ชนบท และการแพทย์สมัยใหม่ ผู้ร่วมจัดทำแผนสาธารณสุขแห่งชาติ 


ประวัติ
เกิด ::  31 พฤษภาคม 2454
ถึงแก่อสัญกรรม ::  8 กรกฎาคม 2554 สิริอายุ 100 ปี

               เกิดที่อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนวัดบรมนิวาส เรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 และได้เข้ารับการศึกษาต่อที่คณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล) และได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิต ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และเยอรมัน

                ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารสุขในปี 2523 และปี 2524
สมรสกับ แฉล้ม พริ้งพวงแก้ว ที่เป็นนางพยาบาลที่อยู่ด้วยกันมานาน มีบุตรชาย 3 คน และบุตรหญิง 2 คน

                ถึงแก่อสัญกรรมด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีภาวะช็อก และ ไตวาย

การทำงาน

          1.ช่วงหลังจบการศึกษา
         - ศ.นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
         -ในปี 2478 ได้จัดตั้งโรงพยาบาลเอกเทศขึ้นที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อรับมือกับการระบาดของอหิวาตกโรค
         - เริ่มงานศัลยกรรมและงานทันตกรรมที่โรงพยาบาลเทศบาลนครสวรรค์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีงานนี้ในชนบท
           2.ช่วงการทำงานที่จังหวัดเชียงราย
          - ปี 2480 ย้ายมาประจำที่จังหวัดเชียงราย
          - สร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดเชียงรายขึ้น ชื่อว่า “โรงพยาบาลเชียงราย ประชานุเคราะห์”     
          - ร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย สร้างนิคมโรคเรื้อนแม่ลาว ณ ตำบลธารทอง อำเภอพาน
          - เริ่มการรักษาโรคทางศัลยกรรมชนบทกับโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ โรคคอพอกในประชาชน
          - เริ่มการป้องกันโรคคอพอก โดยการให้ไอโอดีนในหญิงที่ตั้งครรภ์และในเด็ก สร้างอาสาสมัคร   สาธารณสุขในหมู่บ้าน
          - ให้เจ้าหน้าที่เสนารักษษ์จากทางกองทัพมาเป็นผู้ช่วยในการผสมยา ช่วยในงานผ่าตัด และ การให้ยาระงับความรู้สึกด้วยการดมทางจมูก
           - สร้างตึกสูติกรรม นรีเวชกรรม ให้แม่มาคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย
           - สร้างตึก พนม นครานุรักษ์ ใช้สำหรับเป็นอาคารสงฆ์อาพาธ
           - ให้บริการทางทันตกรรมกับนักเรียนและประชาชนในชนบท
           - สร้างอาคารสำหรับรังสีวิทยาขึ้นในโรงพยาบาล และสร้างโรงครัว โรงซักฟอก และ โรงเก็บศพ
           - จัดตั้งธนาคารเลือดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย
           - ให้บริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน จัดทำสถานีอนามัย และจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลออกเยี่ยมประชาชน
           3.ช่วงระหว่างสงคราม
           - ได้ทดลองใช้น้ำมะพร้างอ่อนช่วยชีวิตผู้ขาดน้ำในป่าลึก
           - ศึกษาการใช้ต้นกาสามปีกในการรักษาโรคไข้จับสั่น
           - ศึกษาการใช้ต้นโมกหลวงเพื่อรักษาโรค Amaebic Dysentery (โรคบิดมีตัว)
           - ใช้ Morphine ในการรักษาพยาบาล
           4.ช่วงที่ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร
           - ในปี 2494 เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลหญิงหน้าอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ในปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลราชวิถี) และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผดุงครรภ์
           - เป็นผู้แทนของไทยร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาให้การช่วยเหลือทางด้านการแพทย์และ
สาธารณสุขทั่วประเทศ

           - ได้ขอผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมาศึกษาโรค Thalassemia
           - จัดตั้งธนาคารเลือดในพระนคร ทำให้ประเทศไทยมีเลือดให้ผู้ป่วยทั้งชนิดเลือดสดและน้ำเหลืองแห้ง ส่งให้ทั้งในพระนครและต่างจังหวัด และ เปิดอบรมเจ้าหน้าที่พยาบาลให้เป็นผู้เชี่ยวชาญในการถ่ายเลือด
            - จัดตั้งโรงพยาบาลวิสัญญีทางการให้ยาระงับความรู้สึก สร้างตำราวิสัญญีพยาบาล
            - จัดตั้งโรงพยาบาลผดุงครรภ์
            - สร้างโรคพยาบาลสำหรับสตรีและเด็ก และ สร้างสถานนุเคราะห์เด็กที่บ้านราชวิถี
            - สร้างโรงพยาบาลประจำจังหวัดให้ครบทุกจังหวัด
            - จัดตั้งสมาคมศัลยกรรมแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย
            - ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดโครงสร้างในกระทรวงสาธารณสุขใหม่ ต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ผลงานที่ของ ศ.นพ. เสม พริ้งพวงแก้ว

           - การกระจายการแพทย์ออกไปสู่ต่างจังหวัดและชนบท (จัดตั้งโรงพยาบาลประจำจังหวัด)
           - ศัลยกรรม (การใช้ยาระงับความเจ็บปวด , การใช้ morphine)
           - สูติกรรม และ นรีเวชกรรม (จัดตั้งโรงพยาบาลเกี่ยวกับสตรีและเด็ก , โรงพยาบาลผดุงครรภ์)
           - โลหิตวิทยา (จัดตั้งธนาคารเลือด , ศึกษาเรื่องโรค Thalassemia)





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น